เป็นไปได้ : 5 ทีมม้ามืดอาจสร้างเซอร์ไพรส์คว้าถ้วยพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/19

ในขณะที่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใกล้จะเปิดฤดูกาลในไม่อีกกี่อาทิตย์นี้ แน่นอน ทีมที่มีลุ้นแชมป์ หนีไม่พ้นทีม “Big Six” ของพรีเมียร์ ลีก อย่าง แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี, อาร์เซน่อล และ สเปอร์

อย่างไรก็ตาม แทบทุกปีก็จะมีม้ามืดเป็นตัวสอดแทรกขึ้นมาสร้างเซอร์ไพรส์ให้เราได้เห็น และเคยเกิดเซอร์ไพรส์สั่นสะเทือนทั้งวงการบอลอังกฤษ จากปาฎิหารย์ ของจิ้งจอกสีน้ำเงิน หรือเลสเตอร์ ซิตี้ ที่กลายเป็นตาอยู่ มาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกใน ฤดูกาล 2015/16 ไปครองแบบไม่มีใครอยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง หรืออย่างเบิร์นลี่ย์ในฤดูกาลที่แล้วก็กลายมาเป็นตัวสอดแทรกกับยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 ของพรีเมียร์ลีกอยู่เกือบทั้งฤดูกาล แม้ว่าสุดท้ายจะจบที่เจ็ด แต่ก็คว้าโควต้าไปเล่นยูโรป้าลีกได้อย่างน่าชื่นชม ทั้งๆที่พวกเขาพึ่งจะได้กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากที่ตกชั้นไปในฤดูกาล 2014/15

เราลองมาดูกันว่าในปีนี้  5 ทีมที่น่าจะสร้างเซอร์ไพร์ส ของพรีเมียร์ ลีกในฤดูกาล 2018/19 มีทีมอะไรกันบ้าง

 

1.คริสตัล พาเลส

ทีมปราสาทเรือนแก้ว มีผลงานที่ย่ำแย่ในช่วงต้นของฤดูกาลที่แล้ว จนต้องมีการเปลี่ยนกุนซือจาก แฟร้งค์ เดอร์ บัวร์ ซึ่งทิ้งผลงานแพ้สี่นัดรวดและยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว มาเป็นกุนซือวัย70ปีอย่างรอย ฮอจสัน ปู่รอยเข้ามาปรับและจูนเครื่องทีมใหม่และพบกับชัยชนะนัดแรกในนัดที่แปดของฤดูกาล แถมเป็นการเอาชนะทีมแชมป์เก่าอย่างเชลซีด้วยและจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 11 พร้อมทำสถิติเป็นทีมแรกในรอบ 118 ปีของพรีเมียร์ลีก ที่แพ้รวดใน7 เกมส์แรก แต่สุดท้ายรอดตกชั้นได้แบบหายห่วง นี่แสดงให้เห็นว่ากุนซือขรัวเฒ่าคนนี้ยังคงมีของ ดังนั้นนี่จึงเป็นทีมที่ประมาทไม่ได้อีกทีมหนึ่ง และน่าสนใจว่าในฤดูกาลที่ปู่รอยได้คุมทีมอย่างเต็มตัวนี้ แกจะมีดีอะไรมาโชว์ให้เราได้เห็นกันอีก

 

2.นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

แม้ว่าทีมอย่างสาลิกาดง นิวคาสเซิล จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในทีมมากมายนัก แถมสโมสรก็มีข่าวที่ไม่ค่อยดีออกมาบ่อยๆ ทั้งการประกาศขายสโมสรของ ไมค์ แอชลี่ย์ และ การมีปัญหากับแฟนบอลของเจ้าตัว แถมไม่ค่อยมีงบให้ใช้จ่ายซื้อตัวผู้เล่นดีๆอีกด้วย แต่การที่สโมสรสามารถรั้งให้ผู้จัดการทีมอย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ อยู่กับทีมต่อไปได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะจากปัญหาที่รุมเร้ามากมายขนาดนี้ แต่เบนิเตซ ในฤดูกาลที่แล้วก็พาทีมจบอันดับ 10 ได้อย่างสบาย ๆ จากการเล่นที่มีความเป็นทีมเวิร์ค เป็นอย่างมาก ทำให้ในฤดูกาลนี้ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 4 ของเจ้าตัวกับนิวคาสเซิล เราอาจจะได้เห็นเบนิเตซสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับเราเหมือนกับที่เคยสร้างปาฎิหารย์กับลิเวอร์พูลที่อิสตันบูลได้อีกครั้งก็เป็นได้

3.เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

ทีมขุนค้อนในปีนี้นั้น พวกเขามีการเสริมทีมอย่างอย่างมากมาย อีกทั้งยังได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมจาก เดวิด มอยส์ มาเป็นกุนซือชาว ชิลี อย่าง “The Professional” เอ็มมานูเอล เปเยกรีนี่ กุนซือที่เคยพา แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว โดยยอมจ่ายค่าจ้างที่ 7 ล้านปอนด์ ต่อปี อีกทั้งยังมีการทุ่มงบเสริมทีมไปถึง 96 ล้านปอนด์ แลกกับนักเตะหน้าใหม่เจ็ดคน โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ ปีกขวา ชาวบราซิล อย่างฟิลลิบเป้ แอร์เดอร์สัน ที่ย้ายมาจาก ลาซิโอ ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติสโมสร 34 ล้านปอนด์ และแจ๊ค วิลเชียร์ มิดฟิลด์จอมขยัน ของอาร์เซน่อล ซึ่งได้มาแบบฟรีๆด้วย เมื่อรวมเข้ากับผู้เล่นในทีมตอนนี้ อย่าง ชิชาร์ริโต้, อาร์เนาโตวิช หรือ อารอน เครสเวลล์  ทั้งหมดนี้ทำให้ ทีมขุนค้อนมีโอกาศเป็นม้ามืดของฤดูกาลนี้สูงทีเดียว

4.เอฟเวอร์ตัน

นับตั้งแต่ ฟาร์ฮัด โมชิริ นักธุรกิจลูกครึ่งอังกฤษ-อิหร่าน ทุ่มเงินซื้อหุ้นใหญ่ของสโมสรจำนวน 49.9% ในปี 2016 ทีมทอฟฟี่ ได้ใช้จ่ายเงินเพื่อแลกกับนักเตะหน้าใหม่ 16 คน ถึง 288 ล้านปอนด์ และในฤดูกาลนี้หลังจากได้กุนซือชาวโปรตุเกสอย่าง มาร์โก ซิลวา มาคุมทีมแทน แซม อัลลาไดซ์แล้ว ทีมยังใกล้ได้ตัวปีกบราซิลเลี่ยนอย่าง ริชาร์ลิสัน ในราคาที่เป็นสถิติสโมสรถึง 50 ล้าน ปอนด์ ซึ่งถือว่า เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของทั้งคู่ หลังจากก่อนหน้านี้ เคยสร้างผลงานด้วยกันมาแล้วที่ วัตฟอร์ด จึงน่าจับตาว่า ปีนี้เอฟเวอร์ตันจะพร้อมสำหรับความสำเร็จกับแชมป์สักถ้วยแล้วหรือยัง หลังจากถ้วยสุดท้ายที่พวกเขาทำได้คือ เอฟเอ คัพใน ปี 1995 หรือ กว่า 23 ปีมาแล้ว

5.วูฟ แฮมป์ตันวันเดอร์เรอร์

หากฤดูกาลที่แล้วแมนฯซิตี้ สร้างผลงานร้อนแรงมากแค่ไหน ในฝั่งของแชมเปี้ยน ชิพ วูล์ฟแฮมป์ตัน ก็สร้างผลงานมากมายให้กับลีกรองของอังกฤษ ไล่ตั้งแต่ยิงประตูมากที่สุดในลีก (82 ลูก), ชนะเกมเหย้ามากสุด (14 นัด), ชนะเกมเยือนมากสุด (11 นัด), แอสซิสต์มากสุด (56 ครั้ง) และคลีนชีตมากสุด (22 ครั้ง) โดยเก็บชัยได้ถึง 15 จาก 20 นัดแรกในลีก ไม่แพ้ทีมใดนาน 13 นัด และคว้าแชมป์ไปในขณะที่การแข่งขันยังเหลืออยู่อีกถึง4นัด ทั้งหมดนี้เริ่มมาจากการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของกลุ่มทุนจากจีนที่ชื่อ “โฟซุน อินเตอร์เนชั่นแนล” และการเข้ามาของผู้จัดการทีมมือดีชาวโปรตุเกสอย่าง นูโน เอสปิริโต ซานโต วัย 44 ปี จากปอร์โต และการสร้างเซอร์ไพร์ชนิดหักหน้าทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีกหลายทีม จากความช่วยเหลือของซุเปอร์ เอเจ้นท์ อย่าง จอร์จ เมนเดส ในการคว้าตัว รูเบน เนเวส มิดฟิลด์ดาวรุ่งวัย20ปี สัญชาติโปรตุเกส จาก ปอร์โต ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 15.8 ล้านปอนด์ ด้วยความพร้อมของทีมและเงินสนับสนุน นี่คือทีมที่น่าจับตามองมากที่สุดว่าพวกเขาจะดีพอแค่ไหนสำหรับพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

 

ดีล!!นักเตะ11คนในสัปดาห์ก่อนที่น่าสนใจแต่โดนข่าวการย้ายทีมของ”เจ็ทโด้”กลบซะมิด

หลังจากฟุตบอลโลกได้จบลง ตลาดซื้อขายนักเตะก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ข่าวลือที่สะพัดในช่วงฟุตบอลโลกทั้งหลายเริ่มเป็นจริง การย้ายตัวของผู้เล่นชื่อดังที่มีคนทั่วโลกติดตามได้เกิดขึ้นทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับการย้ายไปเล่นให้ยูเวนตุส, ลิเวอร์พูลทุ่มเงินซื้อตัวอลิสสัน ผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลก, แมนฯซิตี้เปิดตัว ริยาด มาห์เรซ, และ จอร์จินโญ่ ย้ายตามเจ้านายเก่ามาที่สโมสรใหม่อย่างเชลซี

แต่นอกเหนือจากบิ๊กดีลทั้งหลายที่ใช้เงินมากมาย คุณอาจจะพลาดการย้ายตัวของนักเตะและทีมที่ชื่อชั้นรองลงมาแต่น่าสนใจไม่น้อย

 

ดาลีย์ บลินด์ (แมนฯยูไนเต็ด > อาแจ็กซ์)

ค่าตัว: 14.1 ล้านปอนด์

บลินด์ คือหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกนำเข้ามาสู่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในยุคของหลุยส์ ฟานกัล แนวรับชาวฮอลแลนด์ สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งแบ็คซ้าย และ กองหลังตัวกลาง โดยเขา ลงสนามไป 141 นัด ให้กับทีมปีศาจแดง และทำได้ 6 ประตูในทุกรายการที่เคยลงเล่น

หลังจากการมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ บลินด์ก็ค่อยๆหายหน้าหายตาไปจากผู้เล่นที่ได้รับโอกาสลงสนาม เพราะความฟิตและฟอร์มการเล่นในสนาม ทำให้ได้รับโอกาสลงสนามในลีกแค่ 7 เกม และ รวมกันในทุกรายการแค่ 17 เกม

บลินด์ ย้ายจากอาแจ็กซ์มาเมื่อปี 2014 และคว้าแชมป์ ลีกคัพ เอฟเอคัพ และ ยูโรป้าลีก กับแมนฯยูไนเต็ด และในตอนนี้ เขาได้ย้ายกลับไปสโมสรเดิมที่เขาแจ้งเกิดขึ้นมา

 

อดามา เดียคาบี้ (โมนาโก > ฮัดเดอร์สฟิลด์)

ค่าตัว: ไม่เปิดเผย

แนวรุกดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสชุดอายุไม่เกิน 21 ปี สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่ง ปีกทั้งสองข้าง และ กองกลางตัวรุก และได้รับโอกาสลงสนามในฤดูกาลที่แล้วไป 22 เกมในลีกเอิง และทำประตูไป 2 ลูก

ดาวิด วากเนอร์ กุนซือของเจ้าตูบจะต้องหวังให้ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสเข้ามาเพิ่มจินตนาการในเกมรุกของพวกเขาให้มากขึ้น หลังจากการรอดตกชั้นอย่างหวุดหวิด และยังทำประตูไปแค่ 28 ลูก ซึ่งน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว

เฟร์นันโด ตอร์เรส ( แอตฯมาดริด > ซางัน โทสุ)

ค่าตัว: ฟรี

กาลครั้งหนึ่ง ตอร์เรส เคยเป็นนักเตะที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยการค้าแข้งกับหงส์แดง ศูนย์หน้าแก้มแดงทำประตูให้ทีมไป 81 ลูก จากการลงสนาม 142 เกม

หลังจากอยู่เป็นขวัญใจกับลิเวอร์พูลได้ 4 ปี ตอร์เรสได้หักอกเดอะค็อปและย้ายซบเชลซี แต่เขาก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มที่เคยทำไว้ในการค้าแข้งที่แอนฟิลด์ออกมาได้ โดยทำไป 45 ประตู จาก 172 เกมให้กับเชลซี

สุดท้ายตอร์เรสได้ย้ายกลับมาที่ แอตฯมาดริด สโมสรที่ฟูมฟักเขาขึ้นมา แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นและฟอร์มการเล่นที่ตกลงไปมาก เอลนินโญ่ ก็ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาร่วมทีม ซางัน โทสุ ทีมแดนใต้ของเจลีก นั่นทำให้ ตอร์เรส จะได้ดวลฝีเท้ากับ 3 นักเตะทีมชาติไทย และ อดีตเพื่อนร่วมทีมที่คว้าแชมป์โลกด้วยกันมาอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า

แฮร์รี่ วิลสัน (ลิเวอร์พูล > ดาร์บี้ เค้าท์ตี้)

ค่าตัว: สัญญายืมตัว

ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นที่สุดในสนามในเกมพรีซีซั่นกับ ลิเวอร์พูล ที่ถล่ม เชสเตอร์ ไปถึง 7-0 แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ ปีกดาวรุ่งชาวเวลส์ สามารถสอดแทรกขึ้นมาในทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ได้

แต่เขาก็ได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองในลีกรองอย่างแชมเปี้ยนชิพส์กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ภายใต้การคุมทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่มีเป้าหมายในการเลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

เมสัน เมาท์ (เชลซี > ดาร์บี้ เค้าท์ตี้)

ค่าตัว: สัญญายืมตัว

ดาวรุ่งวัย 19 ปี เจ้าของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสร วิเทสส์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ได้เปิดตัวพร้อมกับ แฮร์รี่ วิลสัน และได้ร่วมงานกับอดีตนักเตะตำนานของสโมสรต้นสังกัดของเขาอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด

เมาท์ ลงสนามให้กับ วิเทสส์ 29 นัดและทำไป 9 ประตู โดยเขาถูกจับตามองว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการฟุตบอลอังกฤษ และจะมาเป็นกำลังหลักในการพาทีมของแลมพาร์ดเลื่อนชั้น

โรแบร์โต อินซิเญ่ (นาโปลี > เบเนเวนโต้)

ค่าตัว: สัญญายืมตัว

ศูนย์หน้าวัย 24 ปี ผู้เป็นพี่ชายของ โลเรนโซ่ อินซิเญ่ แนวรุกดาวรุ่งพุ่งแรงของทีม นาโปลี แต่ โรแบร์โต มีโอกาสได้ลงสนามแค่เกมเดียว และไม่สามารถสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ ทำให้เขาถูกยืมตัวเพื่อโอกาสลงสนามกับ เบเนเวนโต้ ในลีกรองเซเรียบี

เฌเรมี่ โบก้า (เชลซี > ซาสซูโอโล่)

ค่าตัว: ไม่เปิดเผย

โบก้า มีโอกาสลงสนามให้เชลซีชุดใหญ่ไปแค่เกมเดียว มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสเป็นเด็กปั้นของสโมสรเชลซีแต่ส่วนมากจะถูกปล่อยยืมตัวไปหาประสบการณ์กับทีมอื่นมากกว่า ปัจจุบันเขาได้เซ็นสัญญากับ ซาสซูโอโล่ ถาวร แต่ก็ยังมีเงื่อนไขการซื้อกลับจากเชลซีหากเขาทำผลงานได้ดี

โซฟียาน บูฟาล (เซาธ์แฮมตัน > เซลต้า บีโก้)

ค่าตัว: ไม่เปิดเผย

บูฟาลย้ายมาร่วมทีมนักบุญด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติของสโมสร ในปี 2016 แต่ดาวเตะโมร็อคโคนั้นไม่ได้โอกาสลงสนามมากนักภายใต้การคุมทีมของ มาร์ค ฮิวจ์ส ในฤดูกาลที่ผ่านมาแถมยังไม่มีส่วนร่วมในการพรีซีซั่นของทีม

บูฟาล ลงสนาม 49 นัด และทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยทำไปแค่ 4 ประตู 2 แอสซิสต์ ทำให้นักบุญซื้อตัว โมฮาเหม็ด เอลยูนุสซี่ มาแทนและนั่นทำให้อนาคติของบูฟาลกับสโมสรได้จบลง

 

แดนนี่ วอร์ด (ลิเวอร์พูล > เลสเตอร์)

ค่าตัว: 12.5 ล้านปอนด์

จากการมาของ อลิสสัน นายด่านบราซิลค่าตัวสถิติโลก ก็คงจะเป็นการปิดโอกาสในการลงสนามของวอร์ดในแอนฟิลด์ไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้เขาต้องเลือกที่จะออกมาหาโอกาสกับเลสเตอร์ อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก

วอร์ด เป็นผู้รักษาประตูมือ 3 ของทีมหงส์แดง เขามีโอกาสลงสนามให้กับลิเวอร์พูลแค่ 3 เกม และ ต้นสังกัดใหม่ของวอร์ดในตอนนี้ก็ยังมีผู้รักษาประตูจอมหนึบอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิล ที่ยังขวางทางในการลงสนามของเขาอยู่ แต่หากพิจารณาดูแล้ว หลังจากที่โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาอย่าง ชไมเคิ่ล อาจจะไม่ได้อยู่กับเลสเตอร์ต่อไปในตลาดซื้อขายครั้งนี้ก็เป็นได้

อีฟส์ บิสซูม่า (ลีลล์ > ไบรท์ตัน)

ค่าตัว: ไม่เปิดเผย

กองกลางทีมชาติมาลี วัย21ปี เซ็นสัญญา5ปีและเป็นนักเตะคนที่ 6 ของทีมนกนางนวลในตลาดซื้อขายครั้งนี้ เพื่อให้อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ต่อไป บิสซูม่า ลงสนามรับใช้ ลีลล์ไป 55 เกมและทำได้ 2 ประตู จุดเด่นของเขาคือความแข็งแกร่ในสไตล์ผู้เล่นแอฟริกันซึ่งจะเข้ามาทำให้แผงกลางในทีมของ คริส ฮิวจ์ตัน แข้งแกร่งขึ้น

ฟาบิโอ (มิดเดิ้ลสโบรช์ > น็องต์)

ค่าตัว: ไม่เปิดเผย

ฟูลแบ็คชาวบราซิล ได้เปิดตัวในดินแดนผู้ดีกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและไม่ได้มาแค่คนเดียวแต่ย้ายมาแพ็คคู่กับ ราฟาเอล คู่แฝดของเขา แต่ ฟาบิโอ ไม่ได้ทำผลงานที่น่าทับใจมากนักในช่วงเวลาที่ค้าแข้งอยู่ใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ฟาบิโอ ออกจากแมนฯยูไนเต็ด ในปี 2013 ด้วยสัญญายืมตัวไปอยู่กับ ควีนปาร์คเรนเจอร์ส และย้ายออกมาอย่างถาวรในปีต่อไปด้วยการย้ายซบ คาร์ดิฟ ซิตี้ ดาวเตะแซมบ้าลงสนามให้กับโบโร่ 31 เกมในฤดูกาลที่แล้ว และตัดสินใจย้ายออกจากเกาะอังกฤษหลังจากค้าแข้งมา 10 ปี และย้ายสู่ น็องต์ทีมในลีกเอิงฝรั่งเศส ด้วยสัญญา 3 ปี

แค่อับโชคหรือลืมเอาสตั๊ดมา : รวมกองหน้าใน”เวิลด์ คัพ 2018″ที่พังประตูไม่ได้เลย

เมื่อชัยชนะของกีฬาฟุตบอลนั้น ตัดสินด้วยทำการประตู ตำแหน่ง กองหน้า คือตำแหน่งที่ถูกคาดหวังให้ยิงประตู แต่หากพวกเขาทำประตูให้ทีมไม่ได้ล่ะ? ก็ต้องหวังพึ่งพาเพื่อนร่วมทีมหรือดวงล่ะนะ! บางคนแม้จะยิงไม่ได้แต่จบด้วยการเป็นแชมป์โลก บางคนก็ต้องกลับบ้านไปตั้งแต่เนิ่นๆ นี่คือเหล่าศูนย์หน้าไร้ประตูในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ที่พึ่งปิดฉากลงไป

 

โอลิวิเยต์ ชิรูด์

ศูนย์หน้าของทีมตราไก่ แชมป์โลกประจำฟุตบอลโลก 2018 ได้สร้างสถิติที่กองหน้าหลายคนคงไม่อยากทำลายได้นั่นก็คือ ยิงเข้ากรอบไปทั้งหมด 0 ประตู ในการลงเล่นไป 546 นาที ตลอดทั้งการแข่งขัน

แม้สถิติการทำประตูจะไม่สวยหรูแต่ ชิรูด์ ก็ได้รับโอกาสลงสนามแทน อุสมาเน่ เด็มเบเล่ ในเกมที่สองและคว้าตำแหน่งศูนย์หน้าตัวจริงยาวมานับตั้งแต่นั้น โดย ดิดิเยร์ เดชองส์ กุนซือของทีมได้พูดถึงชิรูด์ว่า แม้จะทำประตูไม่ได้ แต่เขาก็จะให้โอกาส ชิรูด์ ลงสนามแน่นอนเพราะสไตล์การเล่นของชิรูด์ มีประโยชน์กับทีมทั้งเกมรุกและเกมรับ และยังช่วยสนับสนุนให้ กรีซมัน และ เอ็มปัปเป้ เล่นได้ง่ายขึ้น

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ศูนย์หน้าชาวโปแลนด์เริ่มแจ้งเกิดเป็นสุดยอดกองหน้ากับ ดอร์ทมุนด์ เมื่อฤดูกาล 2011/2012 แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของเพื่อนร่วมทีม ทำให้การรับใช้ทีมชาติของ เลวานดอฟสกี้ ในการแข่งขันระดับประเทศในรอบสุดท้ายอย่าง ฟุตบอลโลก และ ฟุตบอลยูโร ดูจะไม่ร้อนแรงเท่าในระดับสโมสรโปแลนด์ ห่างหายจากการแข่งขันฟุตบอลโลกไปตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งการมาที่รัสเซียครั้งนี้คือการมาฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกของ ศูนย์หน้าดาวยิงแห่งลีกบุนเดสลิก้า และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ดาวยิงจากทีมเสือใต้ ไม่สามารถแบกความหวังของคนทั้งชาติได้ เขาไม่สามารถทำประตูให้กับโปแลนด์ได้เลย โดยมีโอกาสยิงไป 9 ครั้ง จากการลงเล่นเต็ม90นาทีทั้ง 3 เกม

มาร์กุส เบิร์ก

ศูนย์หน้าแห่งทัพไวกิ้ง ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ อัล-ไอน์ ในลีกประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบิร์ก ทำไปถึง 25 ประตู จาก 21 เกมที่ลงเล่นในลีก และเขาทำไปถึง 10 ประตู ใน 3 เกมสุดท้ายของฤดูกาล ก่อนที่จะเริ่มเข้าแคมป์ทีมชาติแต่การมาฟุตบอลโลกครั้งนี้เขาไม่สามารถทำประตูไปกองก้นตาข่ายได้เลย แม้ สวีเดน จะเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแต่เกมรุกของพวกเขานั้นค่อนข้างฝืด ตอยโวเน่น คู่หูกองหน้าของ เบิร์ก ก็ทำไปได้แค่ 1 ประตู จากการแข่งทั้งหมด 5 เกม ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ซัรดอร อัซมูน

เขาคือผู้ถูกขนานนามว่า “เมสซี่อิหร่าน” แต่ศูนย์หน้าตัวความหวังของประเทศ เขาทำประตูไปถึง 11 ลูก ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกของโซนทวีปเอเชีย แต่ อัซมูน เปิดตัวในการเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกของตัวเองไม่สวยนัก โดยเขามีโอกาสยิงแค่ 4 ครั้ง จากการลงเล่นเต็มเกมทั้ง 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม และไม่สามารถพังประตูให้กับทีมชาติอิหร่านได้เลยก่อนจะตกรอบไป นั่นแสดงให้เห็นว่าความห่างชั้นในระดับเอเชียกับระดับโลกนั้นห่างไกลแค่ไหน

กาเบรียล เฆซุส

หลังจากฟอร์มการเล่นที่ดีในการค้าแข้งให้กับทีมเรือใบสีฟ้า ศูนย์หน้าดาวรุ่งวัย 21ปี ที่ถูกคาดหวังว่าจะมาช่วย เนย์มาร์ ในการถล่มประตูคู่แข่ง หลังจากที่ทีมชาติบราซิลในช่วงหลัง ได้ขาดแคลนกองหน้าที่พึ่งพาได้ไปนานพอสมควร

แต่ดูเหมือนว่า เฆซุส จะเชื่อมต่อกับเพื่อนแนวรุกคนอื่นไม่ได้ดีเท่าที่ควร จนมีกระแสอยากให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กองหน้าตัวหลอกจากทีมหงส์แดง ลงสนามในฐานะตัวจริงแทน แต่ ตีเต้ กุนซือของทัพแซมบ้าก็ได้เผย 11 ตัวจริงก่อนเกมกับเบลเยี่ยมและ เฆซุส คือกองหน้าตัวจริงของเขา

ติโม แวร์เนอร์

ศูนย์หน้าวัย 22 ปี จากอาร์เบ ไลป์ซิก ได้รับโอกาสในการลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกของชีวิตค้าแข้ง หลังจากที่ทัพอินทรีย์เหล็กได้ขาดแคลนกองหน้าที่หวังพึ่งได้หลังจาก มิโลสลาฟ โคลเซ่ ได้แขวนสตั๊ดไป และ มาริโอ โกเมซ ก็ได้เข้าสู่ช่วงปลายของการค้าแข้งแล้ว

แวร์เนอร์ทำ 3 ประตูให้กับเยอรมันในศึก คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 2017 และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ไป แต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แวร์เนอร์ไม่สามารถทำประตูได้และ เยอรมัน ถูกคำสาปแชมป์เก่า ตกรอบแบ่งกลุ่มด้วยการจมบ๊วย

โมฮัมเหม็ด อัล-ซาห์ลาวี

ศูนย์หน้าวัย 31 ปี ทำไปถึง 16 ประตู จากการลงเล่น 15 นัดในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ทำให้เขาถูกคาดหวังว่าจะเป็นศูนย์หน้าตัวความหวังของทีมแต่ในเกมแรกกับเจ้าภาพรัสเซีย อัล-ชาห์ลาวี่ มีโอกาสยิงประตูแค่ 1 ครั้ง และแทบไม่มีบทบาทกับเกม ผลจบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่อเจ้าภาพไปถึง 5-0 เขาเสียตำแหน่งตัวจริงให้กับ ฟาฮัด อัล มูวาลลาด ศูนย์หน้าจากเลบันเต้ ในเกมต่อมา และได้ลงเล่นแค่ 12 นาทีสุดท้ายของเกม หลังจากนั้น เขาก็ไม่มีโอกาสลงสนามในเกมที่ ซาอุดีอาระเบีย คว้าชัยชนะปลอบใจไปได้ในเกมสุดท้าย เช่นเดียวกับในกรณีของ อัซมูน ระดับเอเชียยังคงห่างชั้นกับระดับโลก

นิโคไล ยอร์เกนเซ่น

แม้จะมีสุดยอดเพลย์เมกเกอร์จอมแอสซิสต์อย่าง คริสเตียน อิริกเซ่น ทำเกมอยู่ด้านหลัง แต่ศูนย์หน้าจาก เฟเนยอร์ด ก็ไม่สามารถทำประตูให้กับ เดนมาร์ก ได้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ยอร์เกนเซ่นทำ 1 แอสซิสต์ได้ในเกมเสมอ ออสเตรเลีย และในเกมต่อมาเขาถูกดรอปให้นั่งข้างสนาม ก่อนจะได้โอกาสลงมาในฐานะตัวสำรองอีกครั้งในเกมกับ โครเอเชีย ในรอบ 16 ทีม และเขายังพลาดการดวลจุดโทษหลังต่อเวลาพิเศษและทีมแพ้ไป ทำให้เขาถึงกับถูกแฟนบอลขู่ฆ่าเลยทีเดียว

 

ทุกอย่างต้องเปลื่ยนใหม่ : กัปตันปืนคนใหม่ใครเหมาะสมบ้างในยุคกุนซือ”อูไน เอเมรี่”

“ผมคิดว่าไอเดียแรกของผมคือการมีกัปตันทีม 5 คนในทีม แต่ในตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเลือกใคร” อูไนได้เผยกับสื่อถึงการแต่งตั้งกัปตันทีมให้กับทีมปืนใหญ่ “เรายังมองหาอยู่ว่าใครเป็นนักเตะที่มีบุคลิกที่ดีที่สุดในห้องแต่งตัว”

ดังนั้นวันนี้เราจะมานำเสนอ 5 นักเตะที่เหมาะสมที่จะเป็นกัปตันทีมของพลพรรคปืนใหญ่ตามที่กุนซือคนใหม่ได้กล่าวไว้ ในฤดูกาลที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น

1.โลรองต์ กอสเซียลนี่  

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากอสเซียลนี่ เป็นปราการหลังที่มีความเป็นผู้นำค่อนข้างสูง โดยฤดูกาลล่าสุดกอสเซียลนี่ก็ได้รับความไว้วางใจจาก อาเซน เวนเกอร์ อดีตเฮดโค้ชของอาร์เซน่อล ให้สวมปลอกแขนกัปตันอยู่เสมอหากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน รวมถึงยังได้ถูกพูดถึงว่าเหมาะสมจะเป็นกัปตันของอาร์เซน่อล จากเฮดโค้ชคนใหม่อีกด้วย

“ตอนนี้กอสเซียลนี่จะเป็นกัปตันคนแรกและผมคิดว่ามันเหมาะสม” อูไนกล่าว ดังนั้นเป็นที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่ากอสเซียลนี่จะรับบทเป็นหนึ่งในห้ากัปตันของอาร์เซน่อลอย่างแน่นอนในฤดูกาลหน้า

2.ปีเตอร์ เช็ค

ผู้รักษาประตูจอมเก๋าวัย 36 ปี ย้ายจากคู่ปรับร่วมเมืองลอนดอนอย่างเซลซีเมื่อสามฤดูกาลที่แล้ว พร้อมยึดตำแหน่งมือหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เช็คเป็นคนที่มีภาวะผู้นำสูง ประสบการณ์โชกโชน อีกทั้งปีเตอร์ เช็คยังสามารถพูดได้ถึง 7 ภาษา คือ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สโลวาเกีย, โปรตุเกส, สเปน และรัสเซีย นั่นหมายความว่าปีเตอร์ เช็คสามารถสั่งการเพื่อนร่วมทีมได้แทบทุกเชื้อชาติ

แต่ในฤดูกาลนี้ นายด่านประสบณ์การสูง จะต้องแย่งยิงมือหนึ่งกับ แบรนด์ เลโน่ นายทวารวัย 26 ปีที่เพิ่งย้ายมาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นในบุนเดสลีก้า ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ ในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้คงได้เห็นการแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงการอย่างดุเดือด ถ้าหากปีเตอร์ เช็คยังคงรักษาฟอร์มให้คงเส้นคงวาไว้ได้ เช็คก็มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมเหมาะสมที่จะเป็นกัปตันให้อาร์เซน่อลอย่างไม่ต้องสงสัย

3. อาร์รอน แรมซี่

กองกลางเชื้อสายเวลส์ แปรผันมาเป็นกูนเนอร์ในปี 2008 ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ผลงานสามถึงสี่ฤดูกาลหลังของแรมซี่กับอาร์เซน่อลนั้นถือว่าดีเลยทีเดียว เขายกระดับตัวเองขึ้นมาจนสามารถยึดตัวจริงในชุดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถทำประตูสำคัญๆได้อีกด้วย ในฤดูกาลที่ผ่านมานั้นมีอยู่หลายนัดที่แรมซี่ได้รับหน้าที่กัปตันทีมของอาร์เซน่อลและถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างดี ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาแรมซี่แอสซิสต์ไปถึงสิบครั้ง ถือว่าเยอะที่สุดในทีมเลยทีเดียว แต่ทว่าสัญญานักเตะเหลืออยู่กับอาร์เซน่อลเพียง 1 ปี ถ้าหากว่าอาร์เซนอลสามารถเจรจาต่อสัญญาออกได้คงปิดประตูย้ายทีมของแรมซี่ได้เลยเพราะขณะนี้มีหลายทีมให้ความสนใจอยู่ เพราะฉะนั้น อาร์รอน แรมซี่ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของอูไน ในการตั้งกัปตันทีมของอาร์เซน่อลเนื่องจากเป็นนักเตะหนุ่มที่มีความทะเยอทะยานสูงอีกทั้งมีใจรักอาร์เซน่อลไม่แพ้ใคร

4. กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้าเป็นนักเตะดีกรีทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ย้ายจากโบรุสเซีย มึนเซ่นกลัดบัดในบุนเดสลีก้า มาร่วมทัพอาร์เซน่อล ในปี 2016 ด้วยค่าตัวราวๆ 30 ล้านปอนด์ ชาก้ากลายมาเป็นกำลังสำคัญของอาร์เซน่อลในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยสถิติลงสนามเยอะที่สุดในทีมอาร์เซน่อล ชาก้าถือเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ค่อนข้างครบเครื่องทั้งเรื่องการจ่ายบอล การวางบอลยาวที่แม่นยำ อีกทั้งยังมีลูกยิงไกลที่เป็นจุดขายประจำตัวอีกด้วย ประกอบกับภาวะความเป็นผู้นำที่แสดงออกมาให้เห็นอยู่เสมอ แต่ในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนั่นอูไน เอเมรี่ได้ทำการเสริมทัพกองกลางอย่างหนักไม่ว่าจะเป็น ลูคัส ตอร์เรร่าหรือมันเตโอ เกนดูซี่ ทำให้การแข่งขันในแดนกลางเพื่อแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงถือว่าค่อนข้างเข้มข้นเลยทีเดียว ต้องคอยติดตามกันว่ากรานิต ชาก้าจะสามารถเบียดแย่งตัวจริงและแสดงศักยภาพออกมาให้แฟนๆได้เห็นว่าตัวเขาเองเหมาะสมกับตำแหน่งหนึ่งในกัปตันได้หรือไม่

5. สเตฟาน ลิชสไตเนอร์

กองหลังป้ายแดงของอาร์เซน่อลที่เพิ่งย้ายจากยูเวนตุสมาแบบไร้ค่าตัว กองหลังมากประสบการณ์วัย 34 กะรัต มีประสบการณ์ที่สั่งสมมานานและการที่มีภาวะความเป็นผู้นำอยู่ในตัวอย่างเป็นธรรมชาติ จนทำให้ได้รับบทบาทหน้าที่เป็นกัปตันทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ณ รัสเซียที่เพิ่งปิดฉากลงไป ด้วย ดังคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าลิชสไตเนอร์เหมาะสมที่จะเป็นกัปตันทีมได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ด้วยความที่ยังเป็นนักเตะใหม่สำหรับทีมอาร์เซน่อล ดังนั้นต้องมารอลุ้นกันว่าลิชสไตเนอร์นั้นจะสามารถเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงได้หรือไม่และจะได้รับความไว้วางใจจากอูไนขนาดไหน

(เชิดชู-เหน็บแนม-ธรรมเนียม) : รวมสตาร์!! ทีมยอดเยื่ยม-ยอดแย่ ใน“เวิลด์ คัพ 2018”

และแล้ว การขันแข่งฟุตบอลโลกก็ได้จบลง สำหรับ เวิลด์ คัพ 2018 ที่ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ ฝรั่งเศส ที่คว้ามาครองได้เป็นสมัยที่ 2 ต่อจากปี 1998 ด้วยการชนะ โครเอเชีย 4-2 ซึ่งก็ถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องจัด ทีมยอดเยี่ยมอัดแน่นไปด้วยดาวเด่นมาฝากกันภายใต้ระบบ 4-2-3-1

ประตู ธิโบต์ คูร์ตัวส์ (เบลเยี่ยม) เซฟมากที่สุดในบอลโลก

แบ็คขวา โตมาร์ เมอนิเย่ (เบลเยียม) ขาด เมอนิเย่ เบลเยี่ยม แทบขาดใจ เด่นทั้งรุกรับ

เซ็นเตอร์ขวา ราฟาเอล วาราน (ฝรั่งเศส) อ่านเกม ทางบอล ยอดเยี่ยม แถมยิงประตูได้ด้วย

เซ็นเตอร์ซ้าย แฮร์รี่ แม็คไกวร์ (อังกฤษ) จอมโหม่งลูกเซ็ตพีซ

แบ็คซ้าย ลูกัส แฟร์นองเดซ (ฝรั่งเศส) รูปร่างได้เปรียบแบ็คทั่วไป เล่นได้ทั้งรุกและรับ

กลางขวา เอ็น’โกโล ก็องเต้ (ฝรั่งเศส) ตัดเกม ทาลายจังหวะคู่ต่อสู้ ได้ดีที่สุดในโลก

กลางซ้าย อิวาน ราคิติช (โครเอเชีย) คุมจังหวะเกม ได้อย่างแน่นอน

ตัวรุกขวา คีเลี่ยน เอ็นบัปเป้ (ฝรั่งเศส) ความเร็ว ที่เป็นอันตรายมาก

ตัวรุกกลาง ลูก้า โมดริช (โครเอเชีย) สร้างสรรค์เกม และมีทีเด็ดที่ลูกยิงไกล

ตัวรุกซ้าย เอเดน อาซาร์ (เบลเยียม) จอมเลื้อย ที่มีสถิติการเลี้ยงแบบผ่านตลอด

กองหน้า อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส) โชว์ฟอร์มสุดยอดในนัดชิง

โค้ช ซลัตโก้ ดาลิช (ฝรั่งเศส) พาทีมสร้างเซอร์ไพรซ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

มีทีมยอดเยื่ยมแล้ว ก็ต้องมีทีมยอดแย่ด้วยเช่นกัน

และนี้คือผู้เล่นทีมยอดแย่ที่ทำผลงานไม่ตรงตามเป้าได้น่าผิดหวังมาฝากกันภายใต้ระบบ 4-2-3-1

ประตู ดาบิด เด เคอา (สเปน)
* ผู้รักษาประตูที่ถูกขนานนามว่าเก่งที่สุดในโลก จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่กลับเซฟช่วยทีมชาติสเปนได้ครั้งเดียวเท่านั้น น้อยที่สุดในบรรดาผู้รักษาประตูทุกคนที่ได้เล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้ และจากการยิงตรงกรอบของคู่แข่งทั้งหมด 6 ครั้ง เด เคอา ปล่อยให้บอลผ่านเข้าประตูไปถึง 5 ลูก พา สเปน ไปได้เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

แบ็คขวา ดานิโล่ (บราซิล)
* ตัวแทนของ ดานี่ อัลเวส ที่เจ็บยาวไป แต่ ดานิโล่ ก็ไม่ต่างกัน ลงเล่นแค่นัดแรกกับ สวิตเซอร์แลนด์ เท่านั้น แล้วก็เจ็บยาวจนทีมตกรอบไป โดยเป็นแบ็คโนเนมอย่าง ฟากเนอร์ ลงสนามแทนในเกมที่เหลือ

เซ็นเตอร์ เคราร์ด ปิเก้ (สเปน)
* กองหลังมากประสบการณ์จาก บาร์เซโลน่า ที่มีช็อตน่าจดจาครั้งเดียวในบอลโลกก็คือ จังหวะทาแฮนด์บอลในเขตโทษแบบไม่น่าให้อภัย ในเกมรอบ 16 ทีม ทาให้ เจ้าภาพรัสเซีย ตีเสมอ 1-1 ก่อนจะชนะไปในท้ายที่สุด

เซ็นเตอร์ เฌโรม บัวเต็ง (เยอรมนี)
* อีกหนึ่งกองหลังมากประสบการณ์ แต่กลับเล่นแบบไร้ประสบการณ์ ไม่สามารถหยุดเกมรุกของ เม็กซิโก และ สวีเดน ได้ จนต้องโดนใบแดงออกไป และทาได้แค่นั่งดูเพื่อนเล่นในเกมสุดท้าย ที่แพ้ช็อกโลกให้กับ เกาหลีใต้

แบ็คซ้าย แบงฌาแมง เมนดี้ (ฝรั่งเศส)
* แบ็คซ้ายค่าตัวแพงจาก แมนฯ ซิตี้ ที่เอาแต่เจ็บออดๆ แอดๆ โดยลงสนามไปเพียง 40 นาทีเท่านั้น ตลอดเส้นทางแชมป์โลกสมัยที่2 ของฝรั่งเศส กลายเป็น ลูกัส เอร์นานเดซ ที่ปกติเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟในสโมสร ลงเล่นแทน พร้อมแจ้งเกิดในตาแหน่งนี้ไปเลย

กลาง คาร์ลอส ซานเชซ (โคลอมเบีย)
* ทาเสียจุดโทษ พร้อมโดนใบแดง ทั้งที่เกมเริ่มไปเพียง 3 นาที ในแมตช์แรกที่แพ้ ญี่ปุ่น 1-2 แถมในรอบ 16 ทีม ยังทาเสียอีก 1 จุดโทษ หลังไปเหนี่ยว แฮร์รี่ เคน แบบไม่มีทรง จนสุดท้ายทีมก็ตกรอบไป

กลาง เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช (เซอร์เบีย)
* ก่อนเริ่มทัวนาเม้นท์ ถูกคาดหมายว่าจะแจ้งเกิดได้ แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นอะไรเลย สาหรับผู้เล่นที่มีข่าวว่ายักษ์ใหญ่หลายทีมของยุโรป ให้ความสนใจ

จบแล้วจ้า!! และแล้วทีมตราไก่ ก็คว้าแชมป์”FIFA world cup 2018 russia”ได้สำเร็จ

“ตราไก่” ฝรั่งเศส ปิดฉากการรอคอยอันยาวนาน 20 ปี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 เอาชนะ “ตาหมากรุก” โครเอเชีย แบบตื่นเต้นเร้าใจ 4-2 จาก มาริโอ มันด์ซูคิช (ทำเข้าประตูตัวเอง) , อองตวน กรีซมันน์ , พอล ป็อกบา และ คีเลียน เอ็มบัปเป ที่สนาม ลุซนิกี สเตเดียม กรุงมอสโก วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม

ฟุตบอลโลก 2018 รอบชิงชนะเลิศ 
ฝรั่งเศส 4-2 โครเอเชีย

ดิดิเยร์ เดส์ชองป์ส กุนซือ ฝรั่งเศส ยึดขุนพลชุดเดิม ส่ง โอลิวิเยร์ ชีรูด์ ยืนศูนย์หน้าตัวเป้า ประสานงาน อองตวน กรีซมันน์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป ล่าตาข่าย โครเอเชีย ที่มี มาริโอ มันด์ซูคิช , อิวาน เปริซิช และ อันเต เรบิช เป็นทีเด็ดแนวรุก

โครเอเชีย ครองบอลมากกว่า ทว่าสถานการณ์ย่ำแย่นาที 18 อองตวน กรีซมันน์ เปิดฟรีคิกฝั่งขวา แฉลบศีรษะ มาริโอ มันด์ซูคิช เข้าประตูตัวเอง ตามหลัง 0-1 อย่างไรก็ตาม นาที 28 ลูกา โมดริช ตักฟรีคิกโด่งออกกราบขวา โหม่งชงกันมาเป็นทอดๆ จบด้วย โดมากอยจ์ วิดา สะกิดย้อนให้ อิวาน เปริซิช เกี่ยวหลบ เอ็น’โกโล ก็องเต แล้วสับไกด้วยซ้าย ตีเสมอ 1-1

เข้าสู่นาที 38 ฝรั่งเศส หนีไปเป็น 2-1 จังหวะเปิดเตะมุมฝั่งขวา ติดแขน อิวาน เปริซิช ผู้ตัดสินตรวจสอบภาพรีเพลย์ แล้วชี้จุดโทษ อองตวน กรีซมันน์ สังหารตุงตาข่าย สู้กันต่อครึ่งหลัง ทีมของ ซลัตโก ดาลิช หวิดทวงคืน นาที 47 อิวาน ราคิติช แทงเจาะเขตโทษฝั่งซ้ายให้ อันเต เรบิช ยิงหักข้อ ฮูโก โยริส นายทวาร ปัดข้ามคาน

“เลอ เบลอส์” อาศัยทักษะกับความเร็วของ คีเลียน เอ็มบัปเป เล่นเกมโต้กลับนาที 59 ลากจี้ตรงเขตโทษฝั่งขวา แล้วหักเข้ากลาง อองตวน กรีซมันน์ แตะคืนให้ พอล ป็อกบา อัดแถวสองติดบล็อก ก่อนปั่นด้วยซ้ายดาบสอง ทิ้งห่าง 3-1 สกอร์ไหลนาที 65 ลูคัส เฮร์นานเดซ ตะลุยริมเส้นฝั่งซ้าย จ่ายเรียดเข้ากลางให้ เอ็มบัปเป ส่องไกลด้วยขวา บวกเพิ่มเป็น 4-1

“ตาหมากรุก” จุดประกายความหวัง นาที 69 จากความผิดพลาดของ ฮูโก โยริส มือกาวกัปตันทีม แตะหลบไม่พ้น ถูก มาริโอ มันด์ซูคิช แหย่จากเท้าซุกก้นตาข่าย ตีตื้นเหลือ 2-4 แต่ไล่ไม่ทัน จบเกม ฝรั่งเศส หยิบโทรฟี “ฟีฟา เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 ต่อจากปี 1998 ขณะที่ โครเอเชีย อกหักจากการเข้ารอบชิงชนะเลิศ ครั้งแรก

รายชื่อ 11 ตัวจริง
ฝรั่งเศส : ฮูโก โยริส , ซามูเอล อุมติตี , ราฟาเอล วาราน , ลูคัส เฮร์นานเดซ , เบนจามิน พาวาร์ด , อองตวน กรีซมันน์ , พอล ป็อกบา , เอ็น’โกโล ก็องเต , โอลิวิเยร์ ชีรูด์ , แบลส มาตุยดี , คีเลียน เอ็มบัปเป 

โครเอเชีย : ดานิเยล ซูบาซิช , โดมากอยจ์ วิดา , เดยัน ลอฟเรน , อิวาน สตรินิช , ซิเม เวอร์ซัลจ์โก , ลูกา โมดริช , มาร์เซโล โบรโซวิช , อิวาน ราคิติช , มาริโอ มันด์ซูคิช , อิวาน เปริซิช , อันเต เรบิช

โดย ดิดิเยร์ เดส์ชองป์ส กุนซือ ฝรั่งเศส ยกย่องลูกทีม พิสูจน์ถึงสภาพจิตใจอันแข็งแกร่ง คว้าแชมป์ศึก ฟุตบอลโลก สมัยที่ 2 เอาชนะ โครเอเชีย แบบดุเดือด 4-2 ณ สนาม ลุซนิกี สเตเดียม กรุงมอสโก วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม

เดส์ชองป์ส วัย 49 ปี กลายเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งหยิบโทรฟี “ฟีฟา เวิลด์ คัพ” คนที่ 3 ทั้งในฐานะผู้เล่น และผู้จัดการทีม ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล (บราซิล) และ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (เยอรมนี) เมื่อปี 1970 และ 1990 ตามลำดับ

“ตราไก่” ขึ้นนำ 1-0 จังหวะ มาริโอ มันด์ซูคิช ศูนย์หน้า ลงมาช่วยเกมรับ โหม่งสกัดเข้าประตูตัวเอง จากนั้นก็ถูกกดดันจนเสียประตูตีเสมอ นาที 28 ก่อนขึ้นนำอีกครั้งด้วยจุดโทษของ อองตวน กรีซมันน์ 

พลพรรค “เลอ เบลอส์” กลับลงมาซัดอีก 2 ประตูช่วงกลางครึ่งหลัง จาก พอล ป็อกบา มิดฟิลด์สังกัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ คีเลียน เอ็มบัปเป ศูนย์หน้าอนาคตไกล ทำให้ “ตาหมากรุก” ตกที่นั่งลำบาก

อดีตเทรนเนอร์ โอลิมปิก มาร์กเซย กล่าว “นี่คือทีมพลังหนุ่ม ซึ่งต้องการเป็นอันดับ 1 ของโลก บางคนเป็นแชมป์โลกด้วยวัยแค่ 19 ปี เราไม่ได้เล่นกันสวยงาม แต่เราแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจ เราทำได้ 4 ประตู ไม่ว่าอย่างไร เราก็สมควรชนะ”

“ผู้เล่นทำงานหนักมาก เรามีช่วงเวลายากลำบากตามเส้นทาง มันน่าเจ็บปวดที่เราแพ้ศึก ยูโร เมื่อ 2 ปีก่อน แต่สิ่งนั้นก็ทำให้เราเรียนรู้เช่นกัน ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่สำหรับผม แต่เป็นลูกทีมที่ทำงานหนักมานาน 55 วัน”

และสำคัญที่ขาดไปเลยไม่ได้คือการพูดถึงผู้เล่นที่อายุน้อยที่ช่วยขับเคลื่อนฝรั่งเศสจนได้แชมป์ บอลโลก2018ในครั้งนี้ คือ..

คีเลียน เอ็มบัปเป หัวหอกอนาคตไกล ฝรั่งเศส สร้างสถิตินักเตะอายุน้อยสุด ซึ่งยิงประตูรอบชิงชนะเลิศ ศึก ฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ เปเล ตำนานลูกหนังบราซิเลียน ทำไว้ ปี 1958 

ดาวยิงวัย 19 ปี ซัลโวลูกที่ 4 ของทัวร์นาเมนต์ นาที 65 รับบอลใส่พานจาก ลูคัส เฮร์นานเดซ แบ็กซ้ายสังกัด แอตเลติโก มาดริด สับไกระยะประมาณ 25 หลา ผ่าน โดมากอยจ์ วิดา เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ กับ ดานิเยล ซูบาซิช นายทวาร ซุกก้นตาข่าย

อย่างไรก็ตาม เจ้าของสมญา “ไข่มุกดำ” ยังครองอันดับ 1 ผู้เล่นอายุน้อยสุด ลงเล่นรอบชิงชนะเลิศ ด้วยวัยเพียง 17 ปี และเหมาคนเดียว 2 ประตู เอาชนะ สวีเดน เจ้าภาพ 5-2 

ศูนย์หน้าสังกัด ปารีส แซงต์ แชร์แมง ซัดประตูแรกของ เวิลด์ คัพ 2018 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม พบ เปรู กับ 2 ลูก พบ อาร์เจนตินา รองแชมป์เก่า รอบ 16 ทีมสุดท้าย 

ทำให้ ผลผลิตจากอะคาเดมี โมนาโก แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวบนสังเวียนระดับโลก รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม หลังเอาชนะ โครเอเชีย 4-2 ที่สนาม ลุซนิกี สเตเดียม กรุงมอสโก วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม

หนุ่มๆเสียใจแย่เลย..ฟีฟ่าสั่งห้ามแพร่ภาพกองเชียร์สวยๆ ขณะถ่ายทอดสด

ทางฟีฟ่า ได้ออกคำสั่งให้บรรดาผู้ได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสด หยุดถ่ายภาพหญิงสาวที่มาเชียร์ฟุตบอลในสนาม เนื่องจากอาจะถูกมองว่าเป็นการเหยียดเพศได้ และทางเฟเดริโก้ อเด็คคี่ หัวหน้าฝ่ายความหลากหลายและยั่งยืนของฟีฟ่า ได้ยื่นข้อเสนอไปยังคณะผู้บริหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต


โดย เฟเดริโก้ อเด็คคี่ หัวหน้าฝ่ายความหลากหลายและยั่งยืนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ออกมาเผยว่า ได้มีการหารือกับทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้ว ว่าให้งดการถ่ายภาพสาวๆ ออกอากาศ

“แน่นอนว่าเราได้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว และขอให้ผู้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดจริงจังกับปัญหานี้เสียที”

นอกจากนี้ อเด็คคี่ ยังกล่าวถึงการล่วงละเมิดทางเพศจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับผู้สื่อข่าวสาวระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฟุตบอลโลก ครั้งนี้ ว่า “ฟีฟ่า ได้ขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันเพื่อกวดขันเรื่องนี้”

“เราได้เจรจากับผู้ถ่ายทอดสดและผู้ให้บริการการถ่ายทอดสดเป็นที่เรียบร้อย และหวังว่าพวกเขาจะจริงจังในการต่อต้านสิ่งที่ผิดเสียที” อเด็คคี่กล่าว

และเมื่อถูกถามว่า การห้ามถ่ายภาพหญิงสาวเผยแพร่ทางทีวีนั้นเป็นนโญบายของฟีฟ่าหรือไม่ อเด็คคี่ก็ตอบว่า “นี่เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราทำ และแน่นอนว่ามันจะกลายเป็นนโยบายในอนาคต นี่เป็นเรื่องของวิวัฒนาการโดยทั่วไป”

ฟุตบอลโลกในครั้งนี้ มีการล่วงละเมิดทางเพศเป็นจำนวนมาก ทั้งในที่สาธารณะและตามสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวหญิงที่ถูกคนแปลกหน้าจับและจูบระหว่างที่พวกเธอกำลังปฏิบัติหน้าที่กันอยู่

อเด็คคี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฟีฟ่าไดเร่วมมือตำรวจท้องที่และออแกไนเซอร์ ในการตามหาบุคคลที่ขโมยบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าว ซึ่งทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในสนามได้

ด้านปิอาร่า โปวาร์ ผู้บริหาร แฟร์ เน็ตเวิร์ค ได้กล่าวว่า การล่วงละเมิดทางเพศในรัสเซียถือเป็นปัญหาใหญ่กว่าการเหยียดเชื้อชาติและการต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศ แม้รัสเซียจะมีกฏหมายต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศ และแฟนบอลรัสเซียได้รับจับตาทุกครั้งเมื่อร้องเพลงเหยียดเชื้อชาติก็ตาม

ก่อนที่ทัวร์นาเมนท์จะเริ่ม ทางองค์กรแฟร์ เน็ตเวิร์ค กังวลเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ และการต่อต้านกลุ่มคนรักร่วมเพศมาก แต่สุดท้ายกลับเป็นเรื่องของการเหยียดเพศที่เกิดขึ้นเยอะที่สุด และการเผยแพร่ภาพสาวสวยผ่านการถ่ายทอดสดก็ถือเป็นหนึ่งในการเหยียดเพศเช่นกัน

 

ขึ้นหลัก3แต่ยังสะท้านวงการ..กับนักเตะที่อายุ30อัพแต่ฝีไม้ลายมือไม่มีตก

ถ้าพูดถึงชีวิตนักฟุตบอล ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาการโรยราจะเข้ามาเมื่ออายุขึ้นไปถึงเลข 3 และในมุมมองของสโมสร การทุ่มซื้อนักเตะอายุ 30 หรือมากกว่า ด้วยค่าตัวแพงๆดูจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดไตร่ตรองถี่ถ้วนอย่างมาก เนื่องจากอายุการใช้งานที่สั้นรวมถึงโอกาสที่ฝีเท้าจะไม่เปรี้ยงเหมือนตอนหนุ่มๆ แต่ไม่ใช่กับนักเตะเหล่านี้ ที่แม้ว่าอายุจะเข้าสู่เลข 3 แต่ทีมก็พร้อมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อให้ได้พวกเขามาอยู่ในทีม

1.คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (33) เรอัล มาดริด – ยูเวนตุส (2018) 105ล้านยูโร

หลังจากรับใช้ราชันย์ชุดขาวมาถึง 9 ปี ด้วยสถิติสวยหรู ลงเล่น 292 เกม ทำประตูอย่างถล่มถลายไปถึง 311 ประตู ดาวเตะโปรตุกีสได้เลือก ยุเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช่ เซเรียอา อีกหนึ่งลีกแนวหน้าของยุโรป และเป็นลีกลำดับ4ที่เขาได้เล่นตลอดอาชีพการค้าแข้ง อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่ค่าตัวของดาวเตะเจ้าของบัลลงดอร์ 4 สมัย ในวัย 33 ปีนั้น มีมูลค่าสูงกว่าเขาในวัย 24 ปี ตอนที่เขาย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็ด้วยกลไกของตลาดซื้อขายในปัจจุบัน และมูลค่าทางการตลาดของโรนัลโด้ ที่ทำให้หุ้นของ สโมสรยูเวนตุส เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ประกาศการย้ายตัวอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ก็ถือว่าค่าตัวของเขานั้น คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์จริงๆ

 

2. เลโอนาโด โบนุชชี่ (30) ยูเวนตุส – เอซี มิลาน (2017) 42 ล้านยูโร

การมาของ หลี่ หยงหง นักธุรกิจชาวจีน ที่ต้องการปลุก เอซี มิลาน ยักษ์หลับแห่งดินแดนมักกะโรนี ได้ใช้เงินกว้านซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาถึง 10คน รวมถึงสร้างเซอร์ไพรส์คว้าตัว กองหลังวัย 31 ปีนักเตะคนสำคัญจากทีมคู่ปรับอย่าง ยูเวนตุส การขาดผู้นำในสนามของ เนรัสซูรี่ บวกกับชื่อชั้นและประสบการณ์ความเก๋า โบนุชชี่ ได้รับปลอกแขนกัปตันทีมทันที และนี่คงเป็นเหตุผลที่ เอซี มิลาน ยอมใช้เงินก้อนโตคว้าเขาเข้ามา แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามแผน ปีศาจแดงดำ จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 ซึ่งเป็นผลงานที่น่าผิดหวัง หลังจากทุ่มเงินไปกว่า 175 ล้านยูโร และมีข่าวว่าพวกเขาอาจจะไม่มีสิทธิ์แข่งขัน ยูฟ่ายูโรป้าลีก ในฤดูกาลหน้า เนื่องจากทำผิดกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์

 

3. รัดย่า เนียงโกลัน (30) เอเอส โรม่า – อินเตอร์ มิลาน (2018) 38 ล้านยูโร

หลังจากไม่มีชื่อในศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียและประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปนั้น เนียงโกลัน ได้เปิดตัวชูเสื้อกับ อินเตอร์ มิลาน ที่ทุ่มเงิน 38 ล้านยูโร คว้าตัวมิดฟิลด์วัย 30 ปี คนนี้หลังจากค้าแข้งให้หมาป่ากรุงโรมมาถึง 5 ปี ถ้าพูดถึงฝีเท้าของเขา เขาคือระดับต้นๆในตำแหน่งมิดฟิลด์ บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ จึงทำให้ เนรัสซูรี่ ทุ่มเงินคว้าตัวเข้ามาแม้อายุอานามจะขึ้นหลัก 3 แล้ว

 

4. กาเบรียล บาติสตูต้า (31) ฟิออเรนติน่า – เอเอส โรม่า (2000) 36ล้านยูโร

10 ปีหลังจากรับใช้ม่วงมหากาฬ บาติสตูต้า ในวัย31ปี ตัดสินใจมาร่วมทัพหมาป่ากรุงโรม ด้วยค่าตัวสุดแพงในยุคนั้น เนื่องจากต้องการที่จะเป็นแชมป์อีกซักครั้งในชีวิต บาติสตูต้าไม่ทำให้ต้นสังกัดใหม่ผิดหวังหลังจากพาทีมคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ สมัยที่ 3 ให้กับโรม่าได้สำเร็จและทำ20ประตูเป็นดาวซัลโวให้กับทีม

 

5. อองโตนี่ โมเดสต์ (30) โคโลญจน์ – เทียนจิน ฉวนเจี่ยน (2018) 29ล้านยูโร

หลังจากเงินหยวนของจีน เข้ามามีบทบาทในวงการฟุตบอล เทียนจิน ฉวนเจี่ยน ก็ได้ทำตามกระแสโดยการดึง อเล็กซานเดร ปาโต้ และ อักเซล วิตเซล สองนักเตะมาจากยุโรป ในฤดูกาลถัดมา เทียนจิน ต้องการกองหน้าฝีเท้าดีเข้ามาเสริมโควต้าต่างชาติ เทียนจินได้มีข่าวกับกองหน้าที่เล่นในยุโรปอย่าง ดิเอโก้ คอสต้า และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง แต่ก็ถูกปฏิเสธไป จนกระทั่ง อองโตนี่ โมเดสต์ ศูนย์หน้าชาวฝรั่งเศสจาก เอฟซี โคโลญ ได้ย้ายมาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว ก่อนจะซื้อขาดด้วยเงิน29ล้านยูโร

 

6. ซามูเอล เอโต้ (30) อินเตอร์ มิลาน – อันชี่ มาคัชคาล่า (2011) 27ล้านยูโร

หลังจาก ซูเลย์มาน เคริมอฟ มหาเศรษฐีระดับพันล้านสัญชาติรัสเซียเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร อันจิขวนขวายที่จะมาเป็นระดับต้นๆในลีกบ้านเกิด และทีมก็สร้างเซอร์ไพรส์ทันที โดยการดึงตัว ซามูเอล เอโต้ ในวัย 30 ปี อดีตดาวของ บาร์เซโลน่า และ อินเตอร์ มิลาน พร้อมเปย์ค่าเหนื่อยมหาศาล เอโต้โกยเงินกับอยู่ 2ปี ลงเล่นไปทั้งหมด 53เกม และทำประตูได้ 25 ประตู ก่อนที่จะย้ายมาโลดเล่นในลีกผู้ดีกับเอฟเวอร์ตั้น หลังจากเอโต้ย้ายออกจาก อันชี่ ทีมก็ตกชั้นทันทีในฤดูกาลถัดมา และประสบปัญหาถังแตก

 

7. ดิเอโก้ มิลิโต้ (30) เจนัว – อินเตอร์ มิลาน (2009) 25ล้านยูโร

หลังจากทำผลงานได้ดีกับเจนัว ดิเอโก้ มิลิโต้ ทำประตูไป24ประตูในการลงเล่น31นัดในลีก เป็นรองแค่ สลาตัน อิบราฮิโมวิชไปประตูเดียว อินเตอร์ มิลานที่เสีย สลาตัน ไปในฤดูกาลต่อมาจึงไม่รอช้า ดึงนักเตะรองดาวซัลโวเข้ามาอยู่ในทีมถึงแม้จะอายุอานามขึ้นหลัก3 แล้วก็ตาม ต่อมา มิลิโต้ ระเบิดฟอร์มพาทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ให้กับ เนรัสซูรี่ ได้สำเร็จในปี 2010

 

8.สลาตัน อิบราฮิโมวิช (30)  เอซี มิลาน – ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (2012) 21ล้านยูโร

หลังจากซมซานกลับมาจากทีมต่างดาว ศูนย์หน้าชาวสวีเดน กลับมาทำผลงานได้ดีกับ เอซี มิลาน ทำให้ทีมเมืองหลวงจากดินแดนน้ำหอมที่ถูกกลุ่มมหาเศรษฐีจากกาตาร์เข้ามาเทคโอเวอร์ และต้องการสร้างทีมให้เป็นหนึ่งในฝรั่งเศส ได้ประกาศคว้าตัว ศูนย์หน้าฝีปากกล้าคนนี้ไปร่วมทีม สลาตัน คว้าตำแหน่งดาวซัลโวในลีกไป 3 ฤดูกาลจากการเล่น 4 ฤดูกาลใน ลีกเอิง โดยในฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีม ในวัย 33 ปี สลาตันได้ทำประตูในลีกไปถึง 38 ประตูเลยทีเดียว

 

“แบงค็อก ยูไนเต็ด”ดีลแข้งไทยคนแรกที่เล่นเอฟเอ คัพอังกฤษ ร่วมทีมได้สำเร็จ

สโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด เปิดตัวภัทรพล คำสุข แข้งประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นในศึกเอฟเอคัพของประเทศอังกฤษมาร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถือเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ทีมคว้าตัวมาร่วมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเลกสอง

จีคลับ

แข้งวัย 21 ปี เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก เขาเป็นคนไทยโดยกำเนิดและได้ย้ายตามคุณแม่ไปอยู่กับพ่อเลี้ยงชาวอังกฤษที่แดนผู้ดีตั้งแต่อายุ 10 ขวบ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเล่นฟุตบอลเรื่อยมาจนตอนอายุ 16 ปี เขาก็ได้มาร่วมทีมไฮด์ ยูไนเต็ด ทีมจากนอร์ธพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นระดับดิวิชั่น 8 ของฟุตบอลลีกประเทศอังกฤษ

ก่อนหน้านี้เจ้าตัวสร้างชื่อด้วยการลงเล่นให้กับต้นสังกัด ไฮด์ ยูไนเต็ด ในศึกเอฟเอคัพ ฤดูกาล 2017/2018 รอบแรก เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2017 ซึ่งถึงแม้ต้นสังกัดของเขาจะพ่ายแพ้ให้กับ เอ็มเคดอนส์ ทีมจากลีกวัน ณ ตอนนั้น (ปัจจุบันตกชั้นไปเล่นในลีกทู) 0-4 แต่นั่นก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ทันทีที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลถ้วยรายการที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษ

หลังหมดสัญญากับ ไฮด์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2017/2018 ได้ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดเพื่อแสดงหาความท้าทายครั้งใหม่ในการย้ายมาค้าแข้งที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิด ก่อนที่จะเป็น ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่คว้าตัวเขามาร่วมทัพในที่สุด โดยบิ๊กจะสวมเสื้อหมายเลข 19 ลงเล่นให้กับทีมแข้งเทพ ซึ่งขณะนี้เขาได้รับเอกสาร ITC (เอกสารการโอนย้ายสโมสรระหว่างประเทศ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เขาสามารถลงเล่นในไทยลีกได้ทันทีในสุดสัปดาห์นี้

สำหรับ ภัทรพล คำสุข ถือเป็นนักเตะคนที่ 5 ที่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด คว้าตัวมาร่วมทีมในเลกที่สองต่อจาก วันชัย จารุนงคราญ, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร, รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก และ เมห์ดาด พูลาดี้ (มีสัญญาอยู่แล้วแต่ลงทะเบียนใหม่) นอกจากนั้นแล้วทีมแข้งเทพยังได้ลงทะเบียนนักเตะเยาวชนจากชุดอายุไม่เกิน 19 ปี เพิ่มอีก 5 คน เพื่อลงเล่นให้กับทีมบีในไทยลีก 4 ประกอบไปด้วย อนวัช เกิดสมบัติ, วันชาติ ชูสงค์, ณัฐธนนท์ เจริญสิงคีวรรณ, สรวิชญ์ สายสม และ ศักรินทร์ คงเพ็ชร

อย่างที่ทราบกันดีว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “แข้งเทพ” ของ บอสขจร เจีรยรวนนท์ และโค้ชมาโน โพลกิ้ง ร่วมกันสร้างทีมแห่งนี้ให้แข็งแกร่งด้วย “ทีมเวิร์ก” พวกเขาจึงมักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละซีซั่นมากนัก เพื่อให้นักเตะเหล่านั้นเข้าขา รู้ใจกัน เพราะทั้งหมดล้วนผ่านทั้งช่วงที่ผิดหวังและสมหวังมาด้วยกัน

แต่สูตรดังกล่าว กลับยังไม่สามารถพาทีมก้าวทะยาน ไปถึงจุดหมายได้สักที นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สโมสรแห่งนี้ ทำการปฏิวัติตัวเอง

เริ่มจากถอดต่างชาติยกแผงออกจากทีม ไม่เว้นแม้กระทั่ง ดราแกน บอสโควิช ดาวซัลโวประจำทีม และ มาริโอ ยูรอฟสกี จอมทัพคนสำคัญ เพื่อเติมเต็มผู้เล่นต่างชาติใหม่ๆ ทั้ง วานเดอร์, เอเวอร์ตัน, ร็อบสัน แฟร์นันเดส, คาร์ลอส ซาลอม และ ไมเคิล ฟาลเคสการ์ด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ : fourfourtwo

เรียบเรียง : https://www.gclub899.com

อ่านรายละเอียดต่อ : https://www.gclub899.com/gclub/

gclub คาสิโนออนไลน์
เราคือผู้ให้บริการคาสิโนในรูปแบบออนไลน์ คือเล่นคาสิโนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเองอีกต่อไป เพียงท่านมี คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือสมาร์ทโฟนพร้อมด้วย ระบบอินเทอร์เน็ต ท่านก็สามารถร่วมสนุกกับเราได้ทันที จีคลับ gclub คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากปอยเปตคาสิโนรีสอร์ท Gclub online คาสิโนออนไลน์ รูเล็ตออนไลน์,บาคาร่า,สล็อตออนไลน์,goldenslot,สโบเบท,ในรูปแบบใหม่ของเรา เพิ่มความสะดวกในการเล่นเกมส์ด้วยการ เข้าเล่นผ่านเว็บไซต์ได้ทันทีที่ต้องการ เล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นทาง คอมพิวเตอร์ หรือทางมือถือสมาร์ทโฟนก็ตาม เพียงท่านเข้าสู่บริการ Gclub ผ่านเว็บไซต์โดยตรง ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดโปรแกรม หรือ Appใดๆ ทำให้ท่านได้สนุกจีคลับไปกันเกมส์บาคาร่าออนไลน์ ไฮโล รูเล็ต น้ำเต้าปูปลา สล็อตออนไลน์และอีกมากมาย ท่านสามารถเปิดบัญชีกับเราและใช้บริการกับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงท่านทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้ ท่านก็สามารถเข้าสู่บริการของเราได้อย่างง่ายดาย ติดต่อ สอบถาม หรือ แจ้งปัญหาได้ที่ดาวน์โหลดจีคลับ สมัครจีคลับ
Callcenter ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งเป็นคาสิโนที่ถูกกฏหมายของประเทศกัมพูชา ด้วยบริการของเรา ท่านจะได้สัมผัสกับ Casino online จีคลับ ปั่นสล็อต อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าท่านต้องการจะเล่น บาคาร่าออนไลน์ ไฮโลออนไลน์ รูเล็ตออนไลน์ สล็อตออนไลน์ หรือพนันบอลออนไลน์เราได้รวบรวม ค่ายคาสิโนออนไลน์หลากหลายมาให้ท่านได้เลือกเล่น พร้อมการบริการระดับVIP ตลอด 24 ชั่วโมง ขอโอกาสให้เราได้บริการท่านทางเข้าจีคลับ,ดาวน์โหลดจีคลับ

ฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 1958-2014 นักเตะอายุน้อยมากมายที่ได้เข้าร่วม มีใครดิน-ใครดาว

นักเตะที่อายุน้อยที่มีโอกาสได้รับชาติ ในฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 1958 – 2014 พัฒนาฝีเท้าไปได้แค่ไหนบ้าง พวกเขาจะกลายเป็นนักเตะระดับโลก หรือจะค่อยๆ ตกต่ำลง จนหายไปจากวงการฟุตบอลระดับสูงในที่สุด

ปี 1958 : เปเล่ (บราซิล, วันเกิด 23/10/1940)

บาคาร่าออนไลน์ในสองเกมแรกของฟุตบอลโลกปี 1958 ที่สวีเดน เปเล่ทำอะไรไม่ได้เลย นั่นก็เพราะเขาบาดเจ็บ และไม่ได้ลงสนาม แต่เมื่อหายกลับมา บรรดาเพื่อนร่วมทีมต่างต้องการให้เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี กับอีก 235 วัน ลงสนามในเกมต่อมา และเด็กคนนั้นก็ทำผลงานได้ทันที ด้วยการแอสซิสต์ให้วาว่าทำประตูที่สองในเกมกับสหภาพโซเวียต ทำให้บราซิลผ่านเข้ารอบต่อไป

กองหน้าฉายา ‘ไข่มุกดำ’ ทำประตูชัยให้บราซิลในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศกับเวลส์ ก่อนจะเหมาแฮตทริคในช่วงครึ่งหลังของเกมรอบตัดเชือกกับฝรั่งเศส และเหมา 2 ประตู ในเกมรอบชิงชนะเลิศกับเจ้าภาพสวีเดน โดยประตูแรกในเกมนั้น ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของบราซิลยกบอลข้ามกองหลังของคู่แข่ง ก่อนจะวอลเลย์เสียบมุมตาข่ายเข้าไป เปเล่พาบราซิลเป็นแชมป์ในปีนั้น และเจ้าตัวก็ร้องไห้ออกมาด้วยความปิติยินดี ทันทีที่เสียงนกหวีดสุดท้ายเกมนัดชิงดังขึ้น

 

ปี 1962 : จิอันนี่ ริเวร่า (อิตาลี, วันเกิด 18/08/1943)

Gianni Rivera 1962ยอดดาวรุ่งส่วนใหญ่ มักจะโดดเด่นออกมาแค่ช่วงสั้นๆ แต่ริเวร่าที่ได้รับฉายาจากสื่อในอิตาลีว่า ‘Golden Boy’ นั้นทำผลงานได้ดีเป็นเวลาร่วมทศวรรษ เจ้าตัวลงสนามให้กับเอซี มิลาน ไปมากกว่า 650 นัด และลงเล่นให้ทีมชาติไปถึง 60 เกม กองกลางรายนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมอัซซูรี่ชุดแชมป์ยูโร 1968 และเป็นผู้ยิงประตูชัยในเกมฟุตบอลโลกรอบรองชนะเลิศปี 1970 และทั้งหมดนี้ทำให้เขาถูกยกย่องเป็นตำนานของวงการฟุตบอลอิตาลีคนหนึ่ง

ส่วนในปี 1962 ริเวร่าเองก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เจ้าตัวพาอิตาลีเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศในโอลิมปิก 1960 และพาเอซี มิลาน คว้าแชมป์เซเรีย อา ในปี 1962 และในหน้าร้อนปี 1963 เขาทำคนเดียวสองแอสซิสต์ในเกมรอบชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ (ชื่อเดิมของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) และพาทีมเป็นแชมป์ในที่สุด และเป็นแชมป์ยุโรปสมัยแรกของทีมปีศาจแดงดำด้วย

 

ปี 1966 : เอดู (บราซิล, วันเกิด 06/08/1949)

Edu 1966นอกจากการพาเปเล่ไปลุยฟุตบอลโลกในปี 1958 และโรนัลโด้ในปี 1994 แล้ว บราซิลก็ยังพากองหน้าดาวรุ่งอีกคน ซึ่งมีอายุเพียง 16 ปี กับ 339 วัน ไปลุยฟุตบอลโลกปี 1966 และเจ้าหนูคนนี้มีชื่อว่าโจนาส เอดูอาร์โด อเมริโก หรือเอดู และเขาก็กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่มีชื่อไปลุยศึกฟุตบอลโลก

ปีกซ้ายรายนี้ทำผลงานได้ดีมากกับซานโตส จนทำให้เจ้าตัวถูกหนีบมาที่อังกฤษด้วย แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ลงสนามในฟุตบอลโลกครั้งนี้เลยก็ตาม แต่ในฟุตบอลโลกปี 1970 และ 1974 เขาก็ได้รับโอกาสลงสนาม เอดูใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่กับซานโตส แต่ก็เคยไปเล่นกับติเกรส ทีมในเม็กซิโกเป็นเวลา 6 ปี

 

ปี 1970 : ฮูลิโอ โลซาดา (อุรุกวัย, วันเกิด 16/06/1950)

โลซาดาเป็นหนึ่งในแปดผู้เล่นของทีมชาติอุรุกวัยที่มาจากสโมสรเพนารอล ซึ่งเท่ากับนักเตะที่มาจากนาซิอองนาล กองหน้าดาวรุ่งรายนี้ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมรอบแบ่งกลุ่มกับสวีเดน และอิสราเอล แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ลงเล่นให้กับทัพลา เซเลสเต้ เพราะทันทีที่เฮดโค้ชของทีมอุรุกวัยชุดนั้นอย่างฮวน โฮเบิร์ก ถูกปลดออกไป กุนซือคนต่อมาก็ไม่เคยเรียกใช้งานโลซาดาอีกเลย

โลซาดาเองก็พยายามทำผลงานให้เห็นว่าเขาคู่ควรกับเสื้อสีฟ้าของอุรุกวัย เจ้าตัวย้ายไปเล่นกับโอลิมเปียกอส และเกลายเป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร เขาคว้าแชมป์ลีกได้ 4 สมัย จากการเล่นให้ทีมจากแดนเทพนิยายเป็นเวลา 8 ปี โลซาดาเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ใช้ชาวกรีก แล้วลงสนามให้ทีมยักษ์ใหญ่จากกรีซมากที่สุดอันดับ 2 เป็นรองเพียงเปรแดรก ดอร์เดวิช เท่านั้น

 

ปี 1974 : วลาดิเมียร์ เปโตรวิช (ยูโกสลาเวีย, วันเกิด 01/07/1955)

Vladimir Petrovic 1974นอกจากมาริโอ เคมเปส ที่มีอายุเพียง 19 ปี ในตอนนั้น ก็มีวลาดิเมียร์ เปโตรวิช อีกคน ที่เป็นดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1974 ดาวรุ่งรายนี้ประเดิมสนามให้กับต้นสังกัดอย่างเรด สตาร์ เบลเกรด ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี และได้ลงเล่นให้ทีมชาติไปแล้วถึง 2 เกม ก่อนฟุตบอลโลกจะมาถึง

เปโตรวิชเป็นที่รู้จักในฉายา ‘เจ้านกพิราบ’ คว้าแชมป์ลีกกับเรด สตาร์ ถึง 5 สมัย ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับอาร์เซนอลในวันปีใหม่ปี 1983 และกองกลางรายนี้ถือเป็นการเซ็นสัญญานักเตะต่างชาติชื่อดังคนแรกของไอ้ปืนใหญ่ แต่เจ้าตัวก็อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน เขาก็ย้ายไปเล่นที่เบลเยี่ยม และฝรั่งเศสตามลำดับ ก่อนจะผันตัวมาเป็นกุนซือกับเรด สตาร์ เบลเกรด ทีมที่สร้างชื่อให้เปโตรวิช หลังจากนั้น อดีตกองกลางอาร์เซนอลรายนี้ก็ได้คุมทีมอีกมากมายในกรีซ, เบลารุซ, จีน, โรมาเนีย, อิรัก และเยเมน

 

ปี 1978 : อันเดรจ อีวาน (โปแลนด์, วันเกิด 10/11/1959)

Andrzej Iwan 1978อีวานเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ การทำ 6 ประตูให้กับต้นสังกัดอย่างวิสล่า คราคอฟ และพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกในปีนั้น ทำให้เขาได้ติดทีมชาติไปลุยฟุตบอลโลกที่อาร์เจนติน่า และเจ้าตัวก็ได้ลงเล่นเป็นนัดแรกในเกมรอบแรกกับตูนีเซีย

โปแลนด์จบในอันดับ 3 ในฟุตบอลโลกปี 1974 และ 1982 แต่หลังจากที่ซบิกเนียว โบเนียค บอกว่า “ทีมโปแลนด์ในปี 1978 เป็นทีมที่ดีที่สุดที่เราเคยมีมา” พวกเขาก็ตกรอบแบ่งกลุ่มรอบ 2 ด้วยน้ำมือของบราซิล และอาร์เจนติน่า

อีวานคว้าแชมป์ภายในประเทศได้มากมาย และเจ้าตัวยังเคยไปเล่นในกรีซ กับเยอรมนี อดีตกองหน้าของโบคุ่มยิงไป 11 ประตู จากการลงสนามให้ทีมชาติ 29 นัด และปัจจุบัน เขาทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์การแข่งขันทางทีวี

 

ปี 1982 : นอร์แมน ไวท์ไซด์ (ไอร์แลนด์เหนือ, วันเกิด 07/05/1965)

Norman Whiteside 1982นอร์แมน ไวท์ไซด์ ทำลายสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของเปเล่ลง ด้วยวัยเพียง 17 ปี กับ 41 วัน

ไวท์ไซด์ลงสนามให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 16 และได้ลงเล่นฟุตบอลโลก 2 สมัย ฟอร์มการเล่นของหนุ่มจากเบลฟาสท์ ทำให้เอซี มิลาน ยื่นข้อเสนจำนาวน 1.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าราคาสูงพอสมควรในตอนนั้น มาให้กับทีมปีศาจแดง แต่สุดท้ายดีลนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะแพทย์ของยอดทีมจากอิตาลีตรวจพบอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่าของปีกชาวไอร์แลนด์เหนือ และอาการบาดเจ็บนี้ ก็ยุติเส้นทางนักฟุตบอลของไวท์ไซด์ด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น

 

ปี 1986 : ไม่มี!

 

ปี 1990 : คริส เฮนเดอร์สัน (สหรัฐอเมริกา, วันเกิด 11/12/1970)

Chris Henderson 1990ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่น่าเบื่อที่สุด มีค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อเกมน้อยที่สุด การเล่นเกมรับของบางทีมดูเหมือนกับการโชว์ศิลปะการต่อสู้มากกว่า

เฮนเดอร์สันนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ โดยที่เขาเคยลงเล่นให้กับทัพพญาอินทรีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในฟุตบอลโลกที่อิตาลี เขากลับไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียว

อดีตกองกลางชาวอเมริกันลงเล่นในบ้านเกิดเป็นเวลา 8 ปี ก่อนจะย้ายออกไปหาความท้าทายในอาชีพที่เยอรมนีและนอร์เวย์ ก่อนจะกลับมาเล่นในบ้านเกิดอีกครั้งกับโลโลราโด ราปิดส์, แคนซัส ซิตี้ วิซาร์ด, ไมอามี่ ฟิวชัน, โคลัมบัส คริว และนิวยอร์ค เรดบูลส์ ก่อนจะแขวนสตั๊ดในวัย 35 ปี

 

ปี 1994 : โรนัลโด้ (บราซิล, วันเกิด 22/09/1976)

Ronaldo 1994แกรี่ เคลลี่, ซันเดย์ โอลิเซย์, ริโกแบร์ ซง และมาร์ค วิเวียน โฟเอ้ ต่างก็เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองในการแข่งขันครั้งนั้น แต่คนที่น่าจับตามองที่สุดคงหนีไม้พ้นเด็กมหัศจรรย์จากบราซิลนามว่าโรนัลโด้

การที่คาร์ลอส อัลแบร์โต้ เปร์เรร่า พา ‘เอล ฟิโนมิโน่’ ติดทีมมาด้วย เนื่องจากเขาต้องการให้โรนัลโด้ได้ซึมซับประสบการณ์ในการแข่งขัน และการอยู่กับนักเตะชั้นยอดอย่างโรมาริโอ้, เบเบโต้, มุลเลอร์ และวิโอล่า

หลังจากฟุตบอลโลกครั้งนั้น เราคงไม่ต้องบอลว่าโรนัลโด้ฝีเท้าดีขนาดไหน เขาพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ได้ในปี 2002 และกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของโลกฟุตบอล

 

ปี 1998 : ซามูเอล เอโต้ (แคเมอรูน, วันเกิด 10/03/1981)

Samuel Eto'o 1998หลายคนอาจจะคิดว่าไมเคิล โอเว่น เป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งขันครั้งนั้น แต่จริงๆ แล้ว เป็นดาวยิงจากเรอัล มาดริด อย่างซามูเอล เอโต้ ต่างหาก

เอโต้ลงเล่นให้ทีมชาติแคเมอรูนเป็นนัดแรกด้วยวัยเพียง 15 ปี กับอีก 364 วันเท่านั้น เจ้าตัวได้ประเดิมสนามฟุตบอลโลกครั้งนี้ ในเกมที่แพ้อิตาลีไป 0-3 อย่างไรก็ตาม อดีตดาวยิงบาร์เซโลน่าพาชาติของตัวเองคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในปี 2000 รวมถึงคว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ในปี 2000 และ 2002 อีกด้วย เขาได้ลงเล่นฟุตบอลโลก 3 สมัย เป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมหมอผี และคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย ได้ตลอดอาชีพนักเตะของตัวเอง

 

ปี 2002 : เฟมี่ โอปาบุนมี่ (ไนจีเรีย, วันเกิด 03/03/1985)

Femi Opabunmi 2002ไนจีเรียชุดนี้มีผู้เล่นดาวรุ่งติดเข้ามาไม่น้อยกว่า 4 คน ขณะเดียวกันผู้เล่นตัวเก๋าของทีมอย่างซันเดย์ โอลิเซย์ และฟินิดี้ จอร์จ ไม่ติดมาในทีมชุดนี้ เนื่องจากปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่าย ซึ่งนักเตะที่อายุน้อยที่สุดของอินทรีมรกตชุดนี้มีชื่อว่า เฟมี่ โอปาบุนมี่ และเคยคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 ของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์โลก รุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ในปี 2001 มาแล้ว

ทีมไนจีเรียแพ้ต่ออาร์เจนติน่าและสวีเดนในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เฟสตัส โอนิกบินดี้ ตัดสินใจส่งดาวรุ่งลงในเกมเจอกับอังกฤษ และโอปาบุนมี่ก็ได้ลงสนามในเกมดังกล่าว พร้อมทำสถิติกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 3 ที่ได้ลงสนามในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่น่าเสียดายที่หลักงจากเกมนี้ โอปาบุนมี่ไม่ได้ลงเล่นให้ทีมจากแอฟริกาอีกเลย หลังจากป่วยเป็นโรคต้อหิน จนตาบอดสนิท 1 ข้าง และทำให้เจ้าตัวต้องแขวนสตั๊ดตั้งแต่อายุ 21 ปี

ปี 2006 : ธีโอ วัลคอตต์ (อังกฤษ, วันเกิด 16/03/1989)

gclubสเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในตอนนั้น สร้างเซอร์ไพรซ์แก่แฟนบอลอังกฤษในตอนนั้นพอสมควร เมื่อเขาตัดสินใจเรียกธีโอ วัลคอตต์ ติดทีมชาติไปลุยศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทั้งที่ไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีกมาก่อนด้วยซ้ำ

อดีตดาวรุ่งของเซาธ์แฮมป์ตันไม่ได้ลงสนามให้ทีมชาติอังกฤษเลย จนมาถึงเกมกับอันดอร์ร่า ในปี 2008 และ 4 วันต่อมา นักเตะของอาร์เซนอลก็ทำแฮตทริคในเกมกับโครเอเชีย ทว่าเขาก็ยิงประตูไม่ได้อีกเลยจนมาถึงเกมทีมชาตินัดที่ 26 ของตัวเอง หรืออีก 4 ปีต่อมา ในตอนนี้ วัลคอตต์ไม่ได้ลงเล่นให้ทีมชาติตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2016 ส่วนสถิติในทีมชาติของเจ้าตัวคือ 8 ประตู จาก 47 เกม ซึ่งถือว่าน่าผิดหวัง สำหรับนักเตะที่เคยถูกมองว่าจะขึ้นมาเป็นตัวความหวังของอังกฤษ

 

ปี 2010 : คริสเตียน อีริคเซ่น (เดนมาร์ก, วันเกิด 14/02/1992)

จีคลับเพลย์เมคเกอร์ชาวเดนมาร์กรายนี้ถูกจับตามองมาตั้งแต่ก่อนมาแข่งฟุตบอลโลกที่กาฬทวีปเสียอีก เขาเป็นเยาวชนของอาหยักซ์ และเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 4 ที่ได้ลงเล่นให้ทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่ ในฟุตบอลโลก 2010 อีริคเซ่นในลงสนามในเกมกับเนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่ทีมจะตกรอบไป

เพลย์เมคเกอร์อัจฉริยะรายนี้ยังคงพัฒนาฝีเท้าของตัวเองกับอาหยักซ์ต่อไป ความสามารถของกองกลางคนนี้ถูกโยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานนักเตะเทวดายกย่องว่า “เขาเป็นนักเตะในแบบที่ผมชอบมากจริงๆ” หลังจากนั้นสเปอร์สได้ดึงตัวเขามาเล่นที่อังกฤษในปี 2013 ด้วยค่าตัวเพียง 11 ล้านปอนด์  และโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม มีรางวัลนักเตะแห่งปีของสโมสรในฤดูกาล 2013/14 และติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาเป็นเครื่องการันตี และดูท่าผลงานของกองกลางชาวเดนมาร์กจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่

 

ปี 2014 : ฟาบริซ โอลินก้า (แคเมอรูน, วันเกิด 12/05/1996)

จีคลับก่อนจะมาลุยศึกฟุตบอลโลก โอลินก้า ก็เริ่มสร้างชื่อได้พอสมควร เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตุได้ในลา ลีก้า สเปน โดยตอนนั้นเจ้าตัวอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

ดูเหมือนว่าปินี่ ซาฮาวี เอเยนต์ของโอลินก้า จะสนับสนุนให้นักเตะของตัวเองเป็นแข้งจอมพเนจร เขาย้ายจากโรงเรียนฟุตบอลของเอโต้ มาอยู่กับมาลาก้าตอนอายุ 13 ก่อนจะย้ายออกจามาลาก้าในเดือนมกราคม 2014 ไปอยู่กับอปอลลอน ลิมาสซอล ทีมจากไซปรัส และทีมจากไซปรัสก็ปล่อยให้ซุลเต้ วาเรเก็ม ทีมจากเบลเยี่ยมยืมไปใช้ต่อทันที

หลังจากจบฟุตบอลโลกที่บราซิล ซึ่งโอลินก้าไม่ได้ลงสนามเลย เจ้าตัวก็ย้ายทีมอีกครั้ง โดยไปเล่นกับวีโตรุล คอนสตันต้า ทีมจากโรมาเนีย ในตอนนี้โอลินก้าเล่นอยู่กับโรยัล มูสครง-เปโรเวลซ์ ในเบลเยี่ยม และเพิ่งทำประตูในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และไม่น่าเชื่อว่า มันเป็นประตูที่ 2 เท่านั้น ที่เขาทำได้ในฐานะนักเตะอาชีพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ : fourfourtwo

เรียบเรียง : https://www.gclub899.com

อ่านรายละเอียดต่อ : https://www.gclub899.com/gclub/

gclub คาสิโนออนไลน์
เราคือผู้ให้บริการคาสิโนในรูปแบบออนไลน์ คือเล่นคาสิโนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเองอีกต่อไป เพียงท่านมี คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือสมาร์ทโฟนพร้อมด้วย ระบบอินเทอร์เน็ต ท่านก็สามารถร่วมสนุกกับเราได้ทันที จีคลับ gclub คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากปอยเปตคาสิโนรีสอร์ท Gclub online คาสิโนออนไลน์ รูเล็ตออนไลน์,บาคาร่า,สล็อตออนไลน์,goldenslot,สโบเบท,ในรูปแบบใหม่ของเรา เพิ่มความสะดวกในการเล่นเกมส์ด้วยการ เข้าเล่นผ่านเว็บไซต์ได้ทันทีที่ต้องการ เล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นทาง คอมพิวเตอร์ หรือทางมือถือสมาร์ทโฟนก็ตาม เพียงท่านเข้าสู่บริการ Gclub ผ่านเว็บไซต์โดยตรง ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดโปรแกรม หรือ Appใดๆ ทำให้ท่านได้สนุกจีคลับไปกันเกมส์บาคาร่าออนไลน์ ไฮโล รูเล็ต น้ำเต้าปูปลา สล็อตออนไลน์และอีกมากมาย ท่านสามารถเปิดบัญชีกับเราและใช้บริการกับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงท่านทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้ ท่านก็สามารถเข้าสู่บริการของเราได้อย่างง่ายดาย ติดต่อ สอบถาม หรือ แจ้งปัญหาได้ที่ดาวน์โหลดจีคลับ สมัครจีคลับ
Callcenter ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งเป็นคาสิโนที่ถูกกฏหมายของประเทศกัมพูชา ด้วยบริการของเรา ท่านจะได้สัมผัสกับ Casino online จีคลับ ปั่นสล็อต อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าท่านต้องการจะเล่น บาคาร่าออนไลน์ ไฮโลออนไลน์ รูเล็ตออนไลน์ สล็อตออนไลน์ หรือพนันบอลออนไลน์เราได้รวบรวม ค่ายคาสิโนออนไลน์หลากหลายมาให้ท่านได้เลือกเล่น พร้อมการบริการระดับVIP ตลอด 24 ชั่วโมง ขอโอกาสให้เราได้บริการท่านทางเข้าจีคลับ,ดาวน์โหลดจีคลับ